หุ้นดาวโจนส์เปิดแดนบวก จากผลประกอบการดี มุมมองเชิงบวกต่อการเจรจาการค้า

หุ้นดาวโจนส์เปิดแดนบวก จากผลประกอบการดี มุมมองเชิงบวกต่อการเจรจาการค้า

ดัชนีดาวโจนส์ (INDEXDJX: .DJI) เปิดแดนบวกวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากการประกาศผลประกอบการในไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ตลาดยังได้อานิสงส์จากมุมมองเชิงบวกต่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา (USA) และจีน รวมทั้งความเชื่อมั่นต่อทิศทางการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ณ เวลา 20.37 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 26,825.18 จุด ซึ่งบวก 54.98 จุด หรือ 0.21% นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่า จีนและสหรัฐจะทำงานร่วมกันในการแก้ปัญหาทางการค้า ซึ่งขณะนี้การเจรจาคืบหน้าอย่างมาก ทางด้านโกลด์แมน แซคส์ประกาศปรับลดโอกาสเกิดสถานการณ์การแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปโดยไร้ข้อตกลง (no-deal Brexit) เหลือเพียง 5% จากเดิม 10% อย่างไรก็ตาม โกลด์แมน แซคส์ยังคงมีมุมมองว่าอังกฤษจะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) ภายในวันที่ 31 ต.ค.

ขณะเดียวกัน ธนาคารซิตี้กรุ๊ประบุว่า ทางธนาคารคาดว่าอังกฤษจะแยกตัวออกจาก EU อย่างเป็นระบบ โดยจะมีช่วงการเปลี่ยนผ่านจนถึงเดือนธ.ค.2563, 2564 หรือ 2565

นอกจากนี้ ซิตี้กรุ๊ปยังคาดการณ์ว่าจะมีโอกาสในการเกิด no-deal Brexit ลดลง

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์นี้ โดยได้แรงหนุนจากประกาศผลประกอบการในไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่ง

บริษัทมากกว่า 14% ในดัชนี S&P 500 ได้รายงานผลประกอบการในสัปดาห์ที่แล้ว โดยจำนวน 81% ได้รายงานตัวเลขกำไรที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ยังมีบริษัทราว 120 แห่ง หรือราว 24% ในดัชนี S&P 500 จะรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงบริษัทโบอิ้ง, แคทเธอร์ พิลลาร์, อเมซอน และอินเทล

ขณะนี้ ดัชนี S&P 500 อยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เพียง 1% โดยได้ปัจจัยบวกจากการเปิดเผยผลประกอบการและมุมมองในเชิงบวกต่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมทั้งความเชื่อมั่นต่อความเป็นได้ของการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)

“ขณะนี้ เรามีองค์ประกอบทั้งหมดที่จะผลักดันให้ดัชนีพุ่งทำนิวไฮ (New high) โดยเรามีตัวเลขเศรษฐกิจที่สดใสทั้งในด้านมหภาคและจุลภาค” นายอาร์ท โฮแกน หัวหน้านักวิเคราะห์ของเนชั่นแนล ซิเคียวริตีส์ กล่าว

3 comments on “หุ้นดาวโจนส์เปิดแดนบวก จากผลประกอบการดี มุมมองเชิงบวกต่อการเจรจาการค้า

  1. ปาป้า

    โอกาสทอง! ปอนด์อ่อนค่าคนแห่เก็งกำไรอสังหาฯ-เรียนต่อ-วางแผนเที่ยว

    ปัจจุบันค่าเงินปอนด์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท ตอนนี้ (2 ส.ค.2019) ค่าเงินปอนด์อยู่ที่ระดับ 37.29 บาทต่อปอนด์อ่อนค่า 10% จากต้นปี ทำให้เห็นคนเริ่มเข้าไปเก็งกำไรผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์ วางแผนเรียนต่อ ซึ่งยังมีความเสี่ยงเพราะหากมี Brexit อาจทำให้กฎหมายเปลี่ยนแปลง ดังนั้นความเสี่ยงน้อยที่สุดคือการวางแผนท่องเที่ยว
    เงินปอนด์ร่วงแตะ 37.40 บาทต่อปอนด์ อ่อนค่า 9.7% เมื่อเทียบกับเงินบาท

    จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย บอกว่า ช่วงสิ้นเดือนก.ค. 2019 ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับหลายสกุลทั่วโลกรวมถึงค่าเงินบาทมาอยู่ที่ระดับ 37.40 บาทต่อปอนด์ อ่อนค่าลง 9.7% เมื่อเทียบกับต้นปี 2019

    ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนักลงทุนมีความกังวลที่ Boris Johnson นายกรัฐมนตรีอังกฤษมีแนวโน้มจะพาอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) แบบไม่มีเงื่อนไข (No-Deal) ในช่วงสิ้นเดือนต.ค. 2019 เพราะทางสหภาพยุโรปไม่ยอมรับที่อังกฤษจะแก้เงื่อนไขการ Brexit ที่เคยตกลงกับ Theresa May นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนก่อน

    ในช่วงเดือนส.ค.นี้คาดว่าการเคลื่อนไหวค่าเงินปอนด์จะอยู่ที่ 37.00-37.80 บาทต่อปอนด์ ส่วนเดือนก.ย. เป็นช่วงที่ค่าเงินปอนด์จะมีความผันผวนมากขึ้น และหากลากยาวไปถึงช่วงสิ้นเดือนต.ค. ปีนี้คาดว่าค่าเงินปอนด์จะอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 1.1 ปอนด์ต่อดอลลาร์สหรัฐ (จากปัจจุบันที่อยุ่ระดับ 1.2 ปอนด์ต่อดอลลาร์สหรัฐ)

    เพราะอะไรสิ้นปี 2019 เงินปอนด์อาจอ่อนค่าถึง 33.00 บาทต่อปอนด์เพราะอะไร?

    ในเดือนพ.ค. 2019 ค่าเงินปอนด์อยู่ที่ 41.00-40.50 บาทต่อปอนด์ และมีทิศทางอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นปีนี้มีโอกาสที่เงินปอนด์จะอ่อนค่า 20% เมื่อเทียบจากต้นปี หากสถานการณ์ Brexit มีความเปลี่ยนแปลง ได้แก่

    กรณีที่แย่ที่สุด (Worst case) ในเดือนต.ค.ทางอังกฤษเลือกที่จะ Brexit โดยไม่มีเงื่อนไข คาดว่าจะส่งผลกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน และกระทบเศรษฐกิจอังกฤษ ทำให้ค่าเงินปอนด์อาจจะอ่อนค่าอีก 8-10% จากระดับปัจจุบัน ลงมาอยู่ที่ 33.30 บาทต่อปอนด์ ถือว่าอ่อนค่าที่สุดในรอบ 35 ปี (ตั้งแต่ปี 1984)

    ทั้งนี้คาดว่าเศรษฐกิจสหภาพยุโรปจะได้รับผลกระทบจากการ Brexit แต่ค่าเงินยูโรอาจจะอ่อนค่าลง 2-3% จากระดับปัจจุบัน เพราะได้รับผลกระทบน้อยกว่า อย่างไรก็ตามหลังเดือน ต.ค. คาดว่าทั้งอังกฤษ และสหภาพยุโรปเมื่อรับผลกระทบเศรษฐกิจชะลอตัวจากการ Brexit no deal ทั้ง 2 ฝ่ายน่าจะเริ่มต้นการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาอีกครั้ง สถานการณ์เศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศน่าจะมีทิศทางดีขึ้น

    ดังนั้นทางออกที่ง่ายที่สุดคือ อังกฤษต้องเจรจากับสหภาพยุโรปให้สำเร็จ ส่วนโอกาสที่ค่าเงินปอนด์จะแข็งค่าขึ้นกลับมาอยู่ที่ระดับ 40 บาทต่อปอนด์ได้ อาจจะต้องเห็นการทำประชามติรอบ 2 เรื่อง Brexit หากได้ดีลที่ดีจากทางสหภาพยุโรป

    ค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร?

    สาเหตุที่ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงมาก ส่วนหนึ่งเพราะค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินหลัก และมีทิศทางจะแข็งค่าไปจนถึงสิ้นปี

    แนวโน้มไตรมาส 3 ค่าเงินมีความผันผวน ตลาดเลยปิดรับความเสี่ยงทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุดทำ Capital control ทำให้ค่าเงินบาทไม่แข็งค่าเร็วเกินไป และอาจจะไม่ลงไปลึกถึง 30.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    สรุป

    ช่วงที่ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าเป็นโอกาสดีสำหรับคนที่มีค่าใช้จ่ายเป็นเงินปอนด์อยู่แล้ว แต่เรื่องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ตลาดเงินตลาดทุน ยังต้องรอดูความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจาก Brexit

    Reply

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *