ตลาดหุ้นไทยลงหนักสัปดาห์นี้จนโดน circuit breaker เพราะสาเหตุใด

คนที่เล่นหุ้นหลายร้สึกตกใจที่ตลาดหุ้นไทยร่วงลงต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งนับว่าร่วงแรงมาก จนต้องใช้ circuit breaker (ระงับการซื้อขายเป็นเวลาสั้นๆ ) ถึง 2 วันติด คือวันที่ 12 และ 13 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา จากสถิติพบว่าได้ลดลงจนถึงจุดต่ำสุดในรอบ 8 ปี ไปเรียบร้อยแล้ว

ตลาดหุ้นร่วง ตลาดขาลง bearish market

แน่นอนว่าเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ปกติแน่นอน ถึงกับรองนายกสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหว พยายามประสานหน่วยงานทางการเงินเพื่อหามาตรการพยุงตลาดหุ้น แล้วเหตุใดตลาดหุ้นไทยจึงร่วงลงต่อเนื่อง และร่วงลงแรงมากในช่วงนี้ล่ะ มาดูปัจจัยแต่ละอย่างกันเลย

  1. จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก กระทบต่อการทำมาหากิน และการท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจที่เคยจะได้กำไรก็อาจจะไม่ได้กำไร และเมื่อตัวเลขเพิ่มสูงขึ้น คนทั่วโลกก็ตกใจกันมากขึ้นและรีบเทขายหุ้นทั่วโลกนำเงินจากหุ้นมาลงทุนสินทรัพย์อื่นที่จะไม่ได้รับผลกระทบ เช่น ทองคำเป็นต้น อีกทั้งกองทุนและสถาบันต่างๆ ที่ลงทุนไปทั่วโลก ได้ปรับพอร์ตการลงทุนจากหุ้นมาเป็นสินทรัพย์อื่นๆ แรงเทขายหุ้นจึงมาแบบไม่มีเหตุผล
  2. ความตื่นตระหนกของการแพร่ระบาดโควิด-19 ในไทย ซึ่งพบผู้ป่วยติดกันถึง 11 ราย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีตัวเลขผู้ป่วยค่อนข้างนิ่ง ซึ่งกระทบถึงบรรดาสถานที่ทำงานต้องปิดลงทำความสะอาด และความกลัวจะติดเชื้อเพิ่มขึ้น ทำให้หลายคนเริ่มไม่แน่ใจในอนาคตของเศรษฐกิจไทย และนำเงินไปซื้อสินทรัพย์อื่นเช่นกัน
  3. ปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ นั่นคือซาอุดิอาระเบีย และรัสเซีย ซึ่งมีการเพิ่มการผลิตมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิ่งลง นักลงทุนไม่เชื่อมั่นในธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันจึงขายหุ้น ซึ่งกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างมากมาตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมแล้ว และเมื่อปัญหาความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย ทำให้ตลาดมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบไปเรื่อยๆ
  4. การทำกำไรจากการ Short หุ้น ทำให้ราคาร่วงลงมาอยู่ในระดับต่ำอาจมีผลกับ ซึ่งตลท. ได้สั่งปรับเกณฑ์ส่วนนี้โดยให้บริษัทหลักทรัพย์สามารถขายชอร์ตได้เฉพาะในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อครั้งสุดท้ายเท่านั้น จากเดิมสามารถขายชอร์ตได้เฉพาะในราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาซื้อขายสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทำกำไรจากขาลงมากเกินไป
  5. นักเก็งกำไรเริ่มหันไปเล่นเก็งกำไรทองคำแทน ทำให้เงินบางส่วนที่เคยหมุนเวียนในตลาดหุ้นหายไป
  6. ตลาดหุ้นไทยมีทิศเป็นขาลงอยู่ก่อนแล้ว โดยร่วงจาก 1800 ในปี 2561 มา 1500 ในปี 2562 ซึ่งถือเป็นการร่วงที่เร็วพอสมควรอยู่แล้ว ตลาดหุ้นไทยร่วงลงทิศทางตามแนวโน้มเดิมจึงรุนแรงขึ้น

จะเห็นว่าการร่วงของตลาดครั้งนี้มาจากหลายปัจจัย เหตุผลเหล่านี้ก็อาจจะยังไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด แต่อย่าลืมว่าในขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ปรับราคาลงจากที่ตลาดเป็นขาลง ก็ยังมีหุ้นบางกลุ่ม หรือบางตัวที่ราคาสูงขึ้นสวนตลาด การวิเคราะห์หุ้นจะต้องวิเคราะห์ทั้งภาพรวม และตัวหุ้นนั้นเองด้วย

5 comments on “ตลาดหุ้นไทยลงหนักสัปดาห์นี้จนโดน circuit breaker เพราะสาเหตุใด

  1. อิทที

    ตลาดหลักทรัพย์ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,228.03 จุด เพิ่มขึ้น 17.55 จุด (+1.45%) มูลค่าการซื้อขาย 53,795.91 ล้านบาท

    การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ โดยทำระดับสูงสุดที่ 1,228.07 จุด และทำระดับต่ำสุด 1,205.15 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 790 หลักทรัพย์ ลดลง 434 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 342 หลักทรัพย์

    นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวในกรอบ บรรยากาศเงียบเหงาหลังหลายตลาดต่างประเทศปิดทำการเนื่องในวัน Good Friday ขณะที่ตลาดบ้านเราได้รับแรงถ่วงจากหุ้นในกลุ่มน้ำมัน หลังผลประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน และชาติพันธมิตร (โอเปกพลัส) ออกมาลดกำลังการผลิต 10 ล้านบาร์เรล/วัน ไม่ได้ช่วยหนุนราคาน้ำมันเท่าไหร่ และที่คาดหวังให้กลุ่ม G20 ลดกำลังการผลิตด้วยนั้น ก็ยังไม่แน่นอน

    นอกจากนี้ตลาดยังได้รับแรงถ่วงจากกลุ่มแบงก์ หลังปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขาเดียว และบางแบงก์ก็ขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อจ่ายปันผลด้วย ทำให้คนเลือกที่จะขายทำกำไรออกมาก่อน

    อย่างไรก็ดี ตลาดฯยังได้แรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มห้างสรรพสินค้า, กลุ่ม ICT และกลุ่มโรงไฟฟ้า หลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่มองว่าใกล้ถึงจุดพีคทุกขณะแล้ว และมาตรการภาครัฐฯก็เชื่อว่าน่าจะรองรับผลกระทบจากไวรัสโควิดได้

    แนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า นายมงคล กล่าวว่า ตลาดฯยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อไป โดยสัปดาห์หน้าให้ติดตามทิศทางราคาน้ำมัน จากผลพวงของการปรชุมโอเปกพลัส และ G20 ติดตามตัวเลขส่งออก และ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีน, ติดตามยอดขายรถยนต์ของไทย และการทยอยประกาศผลประกอบการของกลุ่มแบงก์งวดไตรมาส 1/63

    พร้อมให้แนวรับ 1,200-1,162 จุด ส่วนแนวต้าน 1,250 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่

    BAM มูลค่าการซื้อขาย 4,244.42 ล้านบาท ปิดที่ 21.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท

    GULF มูลค่าการซื้อขาย 3,714.50 ล้านบาท ปิดที่ 178.50 บาท เพิ่มขึ้น 8.50 บาท

    PTT มูลค่าการซื้อขาย 2,827.79 ล้านบาท ปิดที่ 36.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท

    PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 1,850.77 ล้านบาท ปิดที่ 79.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    CPF มูลค่าการซื้อขาย 1,658.73 ล้านบาท ปิดที่ 24.90 บาท ลดลง 0.60 บาท

    Reply
  2. Awar

    I do not even know the way I ended up here, but I thought this post
    was once great. I don’t understand who you are but definitely you
    are going to a well-known blogger in case you are not already.

    Cheers!

    Reply

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *