ดาวโจนส์ปรับขึ้นกว่า 200 จุด ขานรับคองเกรสหนุนอนุมัติกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งกว่า 200 จุดในวันนี้ หลังจากที่สภาคองเกรสสหรัฐให้ความเห็นชอบต่อแนวทางการพิจารณาอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) แบบ fast track

นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงจับตาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยในบรรดาบริษัท 286 แห่งในดัชนี S&P 500 ที่ได้เสร็จสิ้นการรายงานผลประกอบการในไตรมาส 4/63 นั้น มีจำนวน 83.6% ที่รายงานตัวเลขรายได้และกำไรสูงกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้

ณ เวลา 22.05 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 31,356.99 จุด อยู่ในโซนบวก 208.75 จุด หรือ 0.67%

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 3.9% ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบรายสัปดาห์นับตั้งแต่เดือนพฤษจิกายน 2563 และทำสถิติช่วงขาขึ้นยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

ทั้งนี้ พรรคเดโมแครตประสบความสำเร็จในการผลักดันให้สภาคองเกรสให้ความเห็นชอบต่อการพิจารณาอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดนแบบ fast track โดยใช้แนวทางการจัดทำงบประมาณที่เรียกว่า budget reconciliation ซึ่งจะปูทางให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสามารถรับรองงบประมาณดังกล่าวด้วยคะแนนเสียงเพียงกึ่งหนึ่ง แทนที่จะใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 สำหรับการผ่านกฎหมายทั่วไป

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐให้การอนุมัติต่อแนวทางการจัดทำงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ budget reconciliation ด้วยคะแนนเสียง 219-209 ขณะที่วุฒิสภาให้การรับรองด้วยคะแนนเสียง 51-50 โดยนางคามาลา แฮร์ริส (Kamala Devi Harris) รองประธานาธิบดีสหรัฐ ลงคะแนนเสียงชี้ขาด 1 เสียงในฐานะประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง หลังจากที่สมาชิกพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันลงคะแนนเสียงเท่ากัน 50-50

การที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐให้การอนุมัติแนวทางการจัดทำงบประมาณดังกล่าว จะช่วยปูทางให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ.oวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีไบเดนสามารถผ่านสภาคองเกรสโดยไม่จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน

ทางด้านนางแนนซี เพโลซี (Nancy Patricia Pelosi ) ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ กล่าวหลังจากที่สภาคองเกรสให้การอนุมัติแนวทาง budget reconciliation เมื่อวันศุกร์ว่า คาดว่ารัฐสภาสหรัฐจะสามารถลงมติให้การอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาชาวสหรัฐและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ก่อนวันที่ 15 มี.ค. ซึ่งเป็นวันที่มาตรการช่วยเหลือผู้ว่างงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จะหมดอายุลง

นักลงทุนคาดการณ์ว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ต่ำกว่าคาด

กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 49,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 50,000 ตำแหน่ง

ส่วนอัตราการว่างงานได้ลดลงสู่ระดับ 6.3% ในเดือนม.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะทรงตัวที่ระดับ 6.7%

ประธานาธิบดีโจ ไบเดนกล่าวว่า ตัวเลขการจ้างงานที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่สภาคองเกรสจะต้องรีบเร่งอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ หากสหรัฐยังคงมีการสร้างงานในอัตราปัจจุบัน ก็จะต้องใช้เวลาถึง 10 ปีกว่าที่จะกลับไปสู่ภาวะการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ และสิ่งนี้ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่สภาคองเกรสจะต้องเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาชาวอเมริกันและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19

นางเจเน็ต เยลเลน (Janet Louise Yellen) รัฐมนตรีคลังสหรัฐ แสดงความเชื่อมั่นว่า การจ้างงานในสหรัฐจะกลับมาขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพอีกครั้งในปี 2565 หากสภาคองเกรสให้การอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน

นางเยลเลนยังกล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลสหรัฐไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า และอาจจะต้องใช้เวลานานจนถึงปี 2568 กว่าที่อัตราว่างงานจะลดลงสู่ระดับ 4% อีกครั้ง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *